ประกันภัยรถยนต์ 3+

น้ำท่วมเป็นอุทกภัยที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยของเราต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ภาคเหนือ ทำเอาเก็บข้าวของไม่ทันกันเลยทีเดียว ซึ่งการดูแลรถยนต์หลังจากที่เกิดน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรถยนต์ในระยะยาว น้ำท่วมสามารถทำให้เกิดความเสียหายได้หลายส่วน ทั้งระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์ และส่วนอื่นๆ การตรวจสอบรถยนต์หลังน้ำท่วมอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้รถสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและยาวนาน ดังนั้นเรามาดูวิธีดูแลรถยนต์หลังน้ำท่วมกันเลย

  1. อย่าสตาร์ทรถเด็ดขาด 

หลายคนอยากจะตรวจสอบการทำงานของรถยนต์ด้วยการพยายามสตาร์ตเครื่องยนต์ที่มีน้ำเข้าไปอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น เนื่องจากน้ำอาจเข้าสู่กระบอกสูบและระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ควรตรวจสอบระดับน้ำที่เข้าไปในรถและสิ่งของต่าง ๆ ในรถก่อน 

  1. ตรวจสอบระบบเบรก

ระบบเบรกของรถยนต์มีอยู่ 2 แบบ “ดิสก์เบรก” กับ “ดรัมเบรก” ซึ่งไม่ค่อยจะถูกกับน้ำมากนัก เพราะน้ำกับโลหะเมื่อมาเจอกัน จะทำให้โลหะเกิดสนิม ทำให้เบรกติดขัด ส่วนน้ำมันเบรกเกิดความชื้น ทำให้เบรกลื่น เบรกไม่อยู่และเกิดอุบัติเหตุได้ไม่เพียงเท่านี้ สิ่งปนเปื้อนและเศษผงที่มากับน้ำ จะเข้าไปติดในระบบเบรกจนทำให้เกิดอาการเบรกติดขัด เกิดเป็นรอยบนชุดจานเบรก

  1. เพลาขับและเฟืองท้าย

ชุดเพลาขับและเฟืองท้าย เป็นอุปกรณ์ที่ส่งเสี่ยงต่อการน้ำเข้า ถ้ายางหุ้มเพลาเสื่อมฉีกขาด มีโอกาสน้ำเข้าไปชะจาระบีที่อยู่ภายในสูงพอตัว ส่วนเฟืองท้าย น้ำสามารถเล็ดเข้าไปให้ในท่อหายใจของน้ำมันเฟืองท้ายได้ ให้เช็คเสียง หากชุดเพลามีปัญหาจะมีเสียงดังออกมา โดยแก้ด้วยการทาจารบีใหม่ เปลี่ยนยางหุ้มเพลาใหม่ และเปลี่ยนถ่ายของเหลว

  1. ตรวจสอบระบบไฟฟ้า

ตรวจเช็คห้องเครื่อง และพื้นรถอย่างละเอียด เพราะว่าบริเวณพื้นรถนั้นเป็นบริเวณจุดรวมสายไฟฟ้า และกล่องควบคุมของรถยนต์ ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญอีกที่หนึ่งเลย ดั้งนั้นวิธีการที่จะช่วยให้รถของคุณปลอดภัยนั่นก็คือ หากในกรณีที่มีน้ำซึมเข้ามาวิธีง่ายๆคือควรไล่ความชื้นด้วยการเป่าลม หรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้นก็จะสะดวกกับคุณมากกว่า  และอย่าลืมที่จะทดสอบการใช้งานของอุปกรณ์ทั้งหมดอีกครั้งด้วย

  1. แจ้งประกันภัย

หลังจากที่ตรวจสอบความเสียหาย ให้ติดต่อประกันภัย แจ้งระดับน้ำที่เข้าไปในรถ และถ่ายรูปภายใน-ภายนอกรถไว้เพื่อเป็นหลักฐาน แต่ในกรณีนี้จะใช้ได้เฉพาะประกันชั้น 1 เท่านั้นนะ  แต่ถ้าใครไม่ซีเรียส และคิดว่ามีโอกาสที่จะเจอกับปัญหาอุทกภัยน้อยมากๆ ก็สามารถเลือกเป็นประกันภัยรถยนต์ 3+ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายได้